วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553
ทราบไหมว่า พีซีที่คุณใช้จะช่วยรักษาโลกใบนี้ได้มากน้อยแค่ไหน?
Flash ปะทะ HTML5 บนมือถือ ใครชนะ?
สำหรับการสาธิตครั้งนี้ มือถือทีใช้ในการทดสอบจะเป็น Nexus One กับ iPhone 4 โดยจัดให้มีการรันแอนิเมชัน (ลูกบอลกระเด้ง) ทีพัฒนาด้วย HTML5 อัตราเฟรมของ Canvas เร็วสุด 24 เฟรมต่อวินาทีบน iPhone 4 ในขณะที่เราสามารถรันแอนิมเชันที่พัฒนาด้วย Flash โดยมีอัตราเฟรม 57 เฟรมต่อวินาทีบน Nexus One สำหรับการทดสอบนี้ผู้พัฒนา (Chris Black) ต้องการแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพความเร็วที่แตกต่างกัน และความลื่นไหล (smoothness) ของการสแดงผลแอนิแมชันในขณะซูม (zooming) หรือแพน (panning)
ผลลัพธ์ที่ได้น่าสนใจมากทีเดียว เพราะในขณะที่มีการกล่าวขวัญถึง HTML5 ว่ามีประสิทธิภาพดีกว่า Flash มากมาย แถมยังมี้ข้อผิดพลาดน้อยกว่า (สตีฟ จอบส์ เคยว่าไว้) และเป็นระบบเปิดมากกว่านั้น แต่ก็ไม่ยักมีใครนำเทคโนโลยีทั้งสองมาเปรียบมวยกันสักที ซึ่งคลิปวิดีโอชิ้นนี้ทางผู้พัฒนาได้กำหนดอัตราเฟรมของ Flash มากกว่า HTML5 เสียด้วยซ้ำ แต่ลผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า HTML5 บน iPhone มีอาการหน่วงเล็กๆ และหยุดในระหว่างการซูม (เอ่อ...งานนี้ขอไม่พูดเรื่องของการบริโภคแบตฯนะครับ) ในขณะที่ Flash บน Nexus One ลื่นฉลุย แต่เดี๋ยวก่อน หากจะว่ากันแฟร์ๆ HTML5 ยังอยู่ในข่วงตั้งไข่ ครั้นจะให้ไปสู้กับ Flash ที่เก๋าในวงการมานาน กระดูกยังห่างชั้นกันเยอะ อีกอย่างหนึ่ง โค้ดของ HTML5 ที่ใช้ในการทดสอบอาจจะไม่ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสม (การเลือกใช้คำสั่งทีมีประสิทธิภาพ และอัลกอริธึมที่เร็วกว่านี้) ซึ่งหากดูจากคลิป HTML5 ก็โดน Flash น็อคเอาท์ในยกแรกอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า HTML5 จะได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นในอนาคตอันใกล้ และถึงวันนั้น ลองเปรียบมวยกันอีกทีก็ไม่สายเกินไปนัก
ข้อมูลจาก: intomobile
ประวัติ โทรศัพท์มือถือ โนเกีย
ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ภาพของนักธุรกิจเช็คอีเมล์ เด็กวัยรุ่นฟังเพลง MP3 สาวอินเทรนด์ท่องเว็ปช๊อปปิ้ง โดยทุกอย่างนี้ทำได้โดยตรงจากโทรศัพท์มือถือ ดูแล้วอาจจะเหมือนภาพของภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จริง แต่ในวันนี้กลับเป็นเรื่องที่แสนธรรมดา และสิ่งเหล่านี้พัฒนาขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งจากฝีมือของผู้นำทางด้านโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่...โนเกีย
ทุกวันนี้ สโลแกน "Connecting People" ได้เปิดประตูสู่โลกของโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ไร้สายให้แก่โนเกียอย่างแท้จริง ไม่มีใครไม่รู้จักบริษัทยักษ์ใหญ่ เจ้าของสโลแกนนี้ กับโทรศัพท์มือถือประทับแบรนด์โนเกียที่หลายๆ คนกำลังถืออยู่ในมือ แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ถึงความเป็นมาของโนเกียนั้นเป็นอย่างไร ก่อนที่จะเป็นบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือยอดนิยม ที่ติดอันดับขายดีที่สุดของโลกอย่างเช่นในทุกวันนี้นั้น เชื่อหรือไม่ว่าโนเกียเคยเป็นโรงงานผลิตกระดาษ ยางไม้ และสายเคเบิ้ลมาก่อน ลองมาทำความรู้จักกับอุปกรณ์สื่อสารที่คุณถืออยู่ในมือให้มากยิ่งขึ้นกันดีกว่า
กำเนิดโนเกีย
โนเกียไม่ได้เริ่มธุรกิจด้านอิเล็กทรอนิคเป็นพื้นฐานอย่างแรกของบริษัท แต่ได้เปิดบันทึกหน้าแรกของประวัติาศาสตร์ด้วยการเป็นผู้ผลิตเยื่อกระดาษ โดยมีวิศวกร Fredrik Idestam เป็นเจ้าของ
ย้อนเวลากลับไปยังปี ค.ศ. 1865 บริษัทโนเกียได้ก่อตั้งขึ้นบนริมฝั่งแม่น้ำ Nokia (โนเกีย) แม่น้ำสายใหญ่ในประเทศฟินแลนด์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ และทะเลสาบ นับว่าเป็นดินแดนที่เหมาะสมอย่างมากในการทำธุรกิจเยื่อกระดาษในย่านนี้ และกลายมาเป็นโรงงานผู้ผลิตเยื่อกระดาษรายใหญ่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่น่าเสียดายที่ Idestam ยังมีประสบการณ์ไม่เพียงพอในการทำงานด้านธุรกิจ จึงจำเป็นต้องหยิบยืมเทคโนโลยีมาจากประเทศเยอรมันในปี 1866 แต่นั่นก็ช่วยทำให้เขาพัฒนาบริษัทขึ้น
ต่อมาในปี 1867 นวัตกรรมที่ Idestam คิดค้นขึ้นก็ได้ ชนะรางวัลเหรียญทองแดง ในงาน Paris Wood Exposition ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นับแต่วันนั้นมา ชื่อของโนเกียได้กลายมาเป็นที่รู้จัก โนเกีย จึงได้ฉวยโอกาสนี้ประทับแบรนด์ของเขาบนผลิตภัณฑ์ทุกชนิด สร้างชื่อเสียงได้มากขึ้น จนกระทั่งเครื่องผลิตกระดาษ ได้เข้ามามีบทบาทในการผลิตเยื่อไม้ในปี 1880 และ ได้มาเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ของโนเกีย จนเรียกได้ว่าร้อยละ 80 ของผลิตภัณฑ์นั้น คือ กระดาษห่อสีน้ำตาล รวมไปถึงวอลเปเปอร์สี
ต่อมาในปี 1902 Idestam ได้ขยายธุรกิจจากโรงงาน กระดาษมาสู่ธุรกิจด้านพลังงานไฟฟ้า เนื่องจากเห็นว่าธุรกิจกระดาษที่ทำอยู่มีการใช้พลังงานไฟฟ้าค่อนข้างมาก จึงได้ตัดสินใจสร้างโรงผลิตไฟฟ้าขึ้นเองในปี 1903 แต่แล้วในช่วงสงครวมโลกครั้งที่ 1 มรสุมใหญ่ก็ผ่านเข้ามา ธุรกิจส่งออกกระดาษ ของโนเกียได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจนประสบภาวะาขาดทุนอย่างรุนแรง แต่ในขณะเดียวกันนั่นเองธุรกิจด้านพลังงานไฟฟ้ากลับเติบโตอย่างรวดเร็วเพราะการ ใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมากในประเทศฟินแลนด์ ทำให้ช่วยพยุงกิจการด้านกระดาษที่ขาดทุนอย่างสูงไว้ได้ในระดับหนึ่ง
และในปี 1918 บริษัท Finnish Rubber Works (FRW) ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำผลิตภัณฑ์ยางในประเทศฟินแลนด์ และเป็นหนึ่งในลูกค้ารายสำคัญของโรงงานผลิตไฟฟ้าของโนเกีย ได้มาเป็นหุ้นส่วนรายใหญ่ของโนเกีย หลังจากที่โนเกียไม่สามารถรองรับการขาดทุนของธุรกิจได้ จนต้องตกไปเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท FRW แทน
จากนั้นในปี 1922 บริษัท Cable Works ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านสายเคเบิ้ล และสายโทรศัพท์ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Nokia group จากความสนใจของบริษัท FRW แม้จะมีความหลากหลายของธุรกิจที่รวมเข้าด้วยกัน แต่โนเกียก็ยังคงผลิตสินค้าออกมาทั้ง 3 ประเภท คือกระดาษ ผลิตภัณฑ์ยาง (รองเท้าายาง ยางรถยนต์) และสายเคเบิ้ล โดยสินค้าทั้งหมดออกจำหน่ายในนามของโนเกีย
ยุคของอิเล็กทรอนิคกับโนเกียได้เริ่มขึ้นอย่างจริงจังในปี 1977 ภายใต้การดูแลของ Kari Kairamo ประธานบริษัท ซึ่งได้เรียนรู้ประสบการณ์จากการทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกา แตกต่างจากรุ่นก่อน หน้านี้ที่จะมีหัวไปทางรัสเซีย โดยผลิตสินค้าส่งออก คือ สายไปเคเบิ้ล ให้กับ ประเทศรัสเซีย Kairamo นำแนวคิดแบบตะวันตก และแหวกแนวมาประยุกต์มุ่งเน้นให้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิคให้เข้ากับ ยุคแห่งพลังงานจนกลายมาเป็นธุรกิจหลักของโนเกียในยุคนี้เป็นต้นมา โดยผลิตโทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ออกมาเบิกทางในตลาด ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับการติดอันดับผู้ผลิตโทรทัศน์รายใหญ่ที่สุด เป็นอันดับที่ 3 ของยุโรปเลยทีเดียว
ก้าวมาสู่ยุคแห่งการสื่อสารไร้สายในการนำของรองประธานกรรมการอาวุโส และกรรมการบริหารการเงิน Jorma Ollila ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานตั้งแต่ปี 1992 - 1999 และ CEO ของโนเกียในปี 1999 จนตราบถึงทุกวันนี้ ด้วยแนวคิดของ Ollila ภายใต้การดูแลของ Kairamo นั้น โนเกียกับโทรศัพท์มือถือจึงได้ถือกำเนิดขึ้น
โดยในยุคแรกนั้นจะเป็น NMT Mobile Phone Standard (Nordic Mobile Telephony) หรือโทรศัพท์มือถืออนาล็อครุ่นแรกนั่นเอง และได้รับความนิยมอย่างสูงเมื่อเผยโทรศัพท์ NMT รุ่นแรกในปี 1987 โดยมีสโลแกน "Connecting People" กับแนวคิดที่ต้องการเปิดอิสระและความต่อเนื่องในการติดต่อสื่อสาร จนกระทั่งกลายมาเป็นคำที่อยู่ในใจของผู้รักโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันกันถ้วนหน้า
ไม่นานระบบเครือข่ายที่ดีขึ้นก็เป็นที่ต้องการในสังคม โนเกียจึงพัฒนาเครือข่าย GSM ขึ้นเป็นครั้งแรกให้กับ Radiolinja บริษัทของฟินแลนด์ เมื่อปี 1989 ณ จุดนี้เองที่ Nokia 1011 บรรพบุรุษของบรรดาโทรศัพท์ มือถือในยุคปัจจุบันได้ออกมาสู่สายตาของทุกคนเป็นครั้งแรกในปี 1992 จากนั้นโนเกียก็ได้ยึดโทรศัพท์มือถือเป็นธุรกิจหลักเป็นต้นมา
โนเกียไม่ได้ผลิตเพียงแค่โทรศัพท์มือถือเท่านั้น แต่ยังพัฒนาอุปกรณ์เสริม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กันในตัว แนวคิดแรกที่ถือว่าโนเกียเป็ยผู้บุกเบิกเลยก็คือ ความสามารถในการเปลี่ยนหน้ากากซึ่งได้กลายเป็นลูกเล่นหลักของโทรศัพท์มือถือ จากโนเกียในเวลาต่อมา นอกจากนี้เทคโนโลยีการสนทนาอย่าง Push - to - Talk (PTT) กับโทรศัพท์มือถือก็มาจากโนเกียอีกเช่นกัน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2006 บริษัท Siemens AG ได้เข้ารวมกับโนเกียในการพัฒนาธุรกิจเครือข่าย มุ่งหวังจะกลายเป็นบริษัทเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุด โดยมีส่วนแบ่งเท่าเทียมกันที่ร้อยละ 50 และอยู่ในนามของ Nokia Siemens Networks คงต้องติดตามประวัติศาสตร์อีกก้าวหนึ่งของโนเกีย ในด้านเครือข่ายต่อไปในอนาคต
ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าโนเกีย ได้กลายมาเป็นผู้นำทางด้านโทรศัพท์ มือถือที่มียอดขายสูงสุดทั่วโลก และได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทยเช่นกัน ทุกวันนี้ สำนักงานใหญ่ของโนเกียก็ยังคงตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโนเกีย อย่างที่เคยเป็นมาตั้งแต่อดีตและต่อไปในอนาคต
ที่มา : หนังสือ My Mobile ฉบับพิเศษ Special Edition
คู่มือสำหรับคนรักโนเกียฉบับสมบูรณ์ Nokia Buyer's Guide 2006/2007
ทุกวันนี้ สโลแกน "Connecting People" ได้เปิดประตูสู่โลกของโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ไร้สายให้แก่โนเกียอย่างแท้จริง ไม่มีใครไม่รู้จักบริษัทยักษ์ใหญ่ เจ้าของสโลแกนนี้ กับโทรศัพท์มือถือประทับแบรนด์โนเกียที่หลายๆ คนกำลังถืออยู่ในมือ แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ถึงความเป็นมาของโนเกียนั้นเป็นอย่างไร ก่อนที่จะเป็นบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือยอดนิยม ที่ติดอันดับขายดีที่สุดของโลกอย่างเช่นในทุกวันนี้นั้น เชื่อหรือไม่ว่าโนเกียเคยเป็นโรงงานผลิตกระดาษ ยางไม้ และสายเคเบิ้ลมาก่อน ลองมาทำความรู้จักกับอุปกรณ์สื่อสารที่คุณถืออยู่ในมือให้มากยิ่งขึ้นกันดีกว่า
โนเกียไม่ได้เริ่มธุรกิจด้านอิเล็กทรอนิคเป็นพื้นฐานอย่างแรกของบริษัท แต่ได้เปิดบันทึกหน้าแรกของประวัติาศาสตร์ด้วยการเป็นผู้ผลิตเยื่อกระดาษ โดยมีวิศวกร Fredrik Idestam เป็นเจ้าของ
ย้อนเวลากลับไปยังปี ค.ศ. 1865 บริษัทโนเกียได้ก่อตั้งขึ้นบนริมฝั่งแม่น้ำ Nokia (โนเกีย) แม่น้ำสายใหญ่ในประเทศฟินแลนด์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ และทะเลสาบ นับว่าเป็นดินแดนที่เหมาะสมอย่างมากในการทำธุรกิจเยื่อกระดาษในย่านนี้ และกลายมาเป็นโรงงานผู้ผลิตเยื่อกระดาษรายใหญ่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่น่าเสียดายที่ Idestam ยังมีประสบการณ์ไม่เพียงพอในการทำงานด้านธุรกิจ จึงจำเป็นต้องหยิบยืมเทคโนโลยีมาจากประเทศเยอรมันในปี 1866 แต่นั่นก็ช่วยทำให้เขาพัฒนาบริษัทขึ้น
ต่อมาในปี 1902 Idestam ได้ขยายธุรกิจจากโรงงาน กระดาษมาสู่ธุรกิจด้านพลังงานไฟฟ้า เนื่องจากเห็นว่าธุรกิจกระดาษที่ทำอยู่มีการใช้พลังงานไฟฟ้าค่อนข้างมาก จึงได้ตัดสินใจสร้างโรงผลิตไฟฟ้าขึ้นเองในปี 1903 แต่แล้วในช่วงสงครวมโลกครั้งที่ 1 มรสุมใหญ่ก็ผ่านเข้ามา ธุรกิจส่งออกกระดาษ ของโนเกียได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจนประสบภาวะาขาดทุนอย่างรุนแรง แต่ในขณะเดียวกันนั่นเองธุรกิจด้านพลังงานไฟฟ้ากลับเติบโตอย่างรวดเร็วเพราะการ ใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมากในประเทศฟินแลนด์ ทำให้ช่วยพยุงกิจการด้านกระดาษที่ขาดทุนอย่างสูงไว้ได้ในระดับหนึ่ง
และในปี 1918 บริษัท Finnish Rubber Works (FRW) ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำผลิตภัณฑ์ยางในประเทศฟินแลนด์ และเป็นหนึ่งในลูกค้ารายสำคัญของโรงงานผลิตไฟฟ้าของโนเกีย ได้มาเป็นหุ้นส่วนรายใหญ่ของโนเกีย หลังจากที่โนเกียไม่สามารถรองรับการขาดทุนของธุรกิจได้ จนต้องตกไปเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท FRW แทน
จากนั้นในปี 1922 บริษัท Cable Works ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านสายเคเบิ้ล และสายโทรศัพท์ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Nokia group จากความสนใจของบริษัท FRW แม้จะมีความหลากหลายของธุรกิจที่รวมเข้าด้วยกัน แต่โนเกียก็ยังคงผลิตสินค้าออกมาทั้ง 3 ประเภท คือกระดาษ ผลิตภัณฑ์ยาง (รองเท้าายาง ยางรถยนต์) และสายเคเบิ้ล โดยสินค้าทั้งหมดออกจำหน่ายในนามของโนเกีย
ก้าวมาสู่ยุคแห่งการสื่อสารไร้สายในการนำของรองประธานกรรมการอาวุโส และกรรมการบริหารการเงิน Jorma Ollila ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานตั้งแต่ปี 1992 - 1999 และ CEO ของโนเกียในปี 1999 จนตราบถึงทุกวันนี้ ด้วยแนวคิดของ Ollila ภายใต้การดูแลของ Kairamo นั้น โนเกียกับโทรศัพท์มือถือจึงได้ถือกำเนิดขึ้น
ไม่นานระบบเครือข่ายที่ดีขึ้นก็เป็นที่ต้องการในสังคม โนเกียจึงพัฒนาเครือข่าย GSM ขึ้นเป็นครั้งแรกให้กับ Radiolinja บริษัทของฟินแลนด์ เมื่อปี 1989 ณ จุดนี้เองที่ Nokia 1011 บรรพบุรุษของบรรดาโทรศัพท์ มือถือในยุคปัจจุบันได้ออกมาสู่สายตาของทุกคนเป็นครั้งแรกในปี 1992 จากนั้นโนเกียก็ได้ยึดโทรศัพท์มือถือเป็นธุรกิจหลักเป็นต้นมา
ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2006 บริษัท Siemens AG ได้เข้ารวมกับโนเกียในการพัฒนาธุรกิจเครือข่าย มุ่งหวังจะกลายเป็นบริษัทเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุด โดยมีส่วนแบ่งเท่าเทียมกันที่ร้อยละ 50 และอยู่ในนามของ Nokia Siemens Networks คงต้องติดตามประวัติศาสตร์อีกก้าวหนึ่งของโนเกีย ในด้านเครือข่ายต่อไปในอนาคต
ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าโนเกีย ได้กลายมาเป็นผู้นำทางด้านโทรศัพท์ มือถือที่มียอดขายสูงสุดทั่วโลก และได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทยเช่นกัน ทุกวันนี้ สำนักงานใหญ่ของโนเกียก็ยังคงตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโนเกีย อย่างที่เคยเป็นมาตั้งแต่อดีตและต่อไปในอนาคต
ที่มา : หนังสือ My Mobile ฉบับพิเศษ Special Edition
คู่มือสำหรับคนรักโนเกียฉบับสมบูรณ์ Nokia Buyer's Guide 2006/2007
วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553
LAN โปรโตคอล
MPEG คืออะไร
ระบบปฏิบัติการ widow 95 คืออะไร ?
- หน้า
ต่าง ของ วินโดวส์ 95 ได้ ปรับ ปรุง ให้ อยู่ ใน รูป แบบ ที่ ผู้ ใช้ สามารถ ติด ต่อ ใช้ งาน คอมพิวเตอร์ ได้ ง่าย (new user interface) ทำ ให้ เกิด ประสิทธิภาพ ใน การ ทำ งาน มาก ขึ้น - วินโดวส์ 95 จะ
ทำ การ ตรวจ สอบ อุปกรณ์ ที่ ติด ตั้ง ใหม่ และ ทำ การ กำหนด ข้อ มูล ใน ระบบ ให้ อย่าง อัตโนมัติ (plug and play) - วินโดวส์ 95 สนับสนุน
การ ทำ งาน แบบ สื่อ ประ สม โดย มีดปรแก รม จัด การ เกี่ยวกับเรื่อง วี ดี ทัศน์ (video for windows) และ แฟ้ม ข้อ มูล ใน แผ่น ซี ดี (CD-ROM file system) - วินโดวส์ 95 มี
ระบบ การ ด้าน การ ติด ตั้ง ฮาร์ดแวร์ และ ซอฟท์แวร์ ที่ ไม่ ยุ่ง ยาก ระบบ สนับสนุน การ เชื่อม ต่อ สถานี ปลาย ทางไป ยัง เครือ ข่าย ต่าง ๆ รวม ทั้ง สามารถ ต่อ เข้ากับอินเทอร์เน็ตได้ ด้วย
คอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์
คือ เครื่องมือหรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (computer นิยมอ่านในภาษาไทยว่า คอม-พิ้ว-เต้ออิเล็กทรอนิกส์ ที่มีความสามารถในการคำนวณอัตโนมัติตามคำสั่ง ส่วนที่ใช้ประมวลผลเรียกว่าหน่วยประมวลผล ชุดของคำสั่งที่ระบุขั้นตอนการคำนวณเรียกว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นอาจเป็นได้ทั้ง ตัวเลข ข้อความ รูปภาพ เสียง หรืออยู่ในรูปอื่น ๆ อีกมากมาย
ลักษณะทางกายภาพของคอมพิวเตอร์นั้นมีหลากหลาย มีทั้งขนาดที่ใหญ่มากจนต้องใช้ห้องทั้งห้องในการบรรจุ และขนาดเล็กจนวางได้บนฝ่ามือ การจัดแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์สามารถจัดแบ่งได้ตามขนาดทางกายภาพเป็นสำคัญ ซึ่งมักจะแปลผันกับประสิทธิภาพความเร็วในการประมวลผล โดยขนาดคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเรียกว่า ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ใช้กับการคำนวณผลทางวิทยาศาสตร์ ขนาดรองลงมาเรียกว่า เมนเฟรม มักใชัในบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องมีการประมวลผลธุรกรรมทางธุรกิจจำนวนมากๆ สำหรับคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ใช้ในระดับบุคคลเรียกว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่พกพาได้เรียกว่า คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ส่วนคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่สามารถวางบนฝ่ามือได้เรียกว่า พีดีเอ อย่างไรก็ตามคอมพิวเตอร์มีใช้กันอย่างกว้างขวางมาก ซึ่งมีอุปกรณ์หลายๆชนิดได้นำคอมพิวเตอร์ไปใช้เป็นกลไกหลักในการทำงาน เช่น กล้องดิจิทัล เครื่องเล่นเอ็มพีสาม หรือในรถยนต์เองก็มีคอมพิวเตอร์ที่ใช้ช่วยในการตรวจสอบระบบการทำงานของเครื่องยนต์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)